Friday, January 3, 2014

ต้นหมากผู้หมากเมีย


ชื่อวิทยาศาสตร์:  Cordyline fruticosa
ชื่อวงศ์:  AGAVACEAE
ชื่อสามัญ:  Cordyline, Ti long Plant Tree of Kings
ชื่อพื้นเมือง:  หมากผู้   มะผู้มะเมีย
ลักษณะทั่วไป:
    ต้น  ไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ลำต้นตั้งตรงมีขนาดเล็กกลม มีข้อถี่ ลำต้นมีสีน้ำตาลอ่อน
    ใบ  ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับแตกออกตามข้อของลำต้นซ้อนกันถี่ ใบรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน กว้าง 2-10 เซนติเมตร  ยาว 20-50 เซนติเมตร   ปลายใบแหลม  โคนใบแผ่เป็นกาบใบหุ้มลำต้น  ขอบใบเรียบ แผ่นใบเป็นลอนคลื่นเล็กน้อยและมีสีสันแตกต่างกันไปตามชนิดพันธุ์ เช่นสีเขียวล้วน แดงล้วน เขียวแถบเหลือง หรือเขียวแถบแดง
    ดอก  สีขาวอมเหลืองหรือม่วงแดง ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงจากส่วนยอดของลำต้น  ช่อละ 5-10 ดอก ดอกย่อยมีขนาดเล็ก มีกลีบเลี้ยง และกลีบดอกอย่างละ 6 กลีบ ดอกมีขนาดยาวประมาณ 1 ซม.
    ฝัก/ผล  ผลสดแบบมีเนื้อ ทรงกลม มีขนาดประมาณ 8 มิลลิเมตร ผลสุกสีแดง มีหลายเมล็ด
    เมล็ด  มีเมล็ดอยู่ 1 - 3 เม็ด
การปลูก:  ปลูกลงกระถาง และปลูกในสวน
การดูแลรักษา:  ขึ้นได้ในดินทั่วไป ความชื้นปานกลาง ชอบแสงแดดปานกลางถึงรำไร
การขยายพันธุ์:  การปักชำ
การใช้ประโยชน์:
    -    ไม้ประดับ
    -    สมุนไพร
    -    ไม้ใบ
สรรพคุณทางยา:  
    -    ใบ  เป็นยาแก้บิด ถ่ายเป็นมูกเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด ไอเจ็บกระเพาะอาหาร ไอเป็นเลือด พอกหรือทา บริเวณที่เป็นบาดแผล
    -    ดอก  เป็นยาแก้วัณโรคปอด ไอ เป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด แ ละเป็นริดสีดวงทวาร ใช้พอก ห้ามเลือด แก้บวมอักเสบ
    -    ราก/หัว  ยาแก้บิด ลำไส้อักเสบ แก้ท้องเสีย และแก้ประจะเดือนมาไม่เป็นปกติ
แหล่งอ้างอิง : http://www.nanagarden.com/Content.aspx?ContentID=10350

ต้นสนฉัตร


ชื่อสามัญ : Nolfolk island pine
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aruacaria heterophylla.
วงศ์ : ARUCARIACEAE
ลักษณะทั่วไป : 
      สนฉัตร์ เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นมีความสูงประมาณ 5-15 เมตร ผิวเปลือกลำต้นสีน้ำตาล ลำต้นมีตุ่มเล็ก ๆ
ขึ้นรอบต้น ลำต้นกลมทรงพุ่มโปร่ง และมีเกล็๋ดใบเล็ก ๆ ออกตามต้นส่วนยอดการเจริญแตกกิ่งก้านเป็นชั้นๆออกไปตาม แนวนอน ส่วนลำต้นขึ้นตรงไปใบเป็นใบกระกอบออกตามกิ่งก้านเป็นเกล็ด มีลักษณะเป็นขนสั้นเล็กมีสีเขียว เรียงตัวกันแน่น
การเป็นมงคล :
       คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นสนฉัตรไว้ประจำบ้าน จะทำให้เกิดความสนใจจากบุคคลทั่วไป เพราะ สน คือการสนใจ เห็นใจ ในสิ่งที่ดีงามนอกจากนี้ยังทำให้มีเกียรติและความสง่า เพราะ สนฉัตร มีทรงพุ่มลักษณะคล้ายเครื่องสูงที่ใช้ในพิธแห่เกียรติยศ และลักษณะการเจริญของลำต้นกิ่งก้านเด่นชัด ตระหว่านงาม
ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูก : 
      เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นสนฉัตรไว้ทางทิศเหนือผู้ปลูกควรปลูกในวันเสาร์ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาคุณทั่วไปให้ปลูกในวันเสาร์ ถ้าจะให้เป็ฯมงคลมากยิ่งขึ้น ผู้ปลูกควรเป็นผู้ใหญ่ที่ควรเคารพนับถือ และเป็นผู้ประกอบคุณงามความดีก็จะเป็นสิริมงคลยิ่งนัก
การปลูก :  การปลูกมี 2 วิธี
  1 .การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน ขนาดหลุมปลูก 50 x 50 x 50 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก
  2. การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคาร นิยมใช้กับต้นสนฉัตรอายุระหว่าง 1-3 ป การปลูกควรใช้กระถางทรงสูง ขนาด12-18 นิ้วใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก:แกลบผุ:ดินร่วนอัตรา 1:1:1 ผสมดินปลูกควรเปลี่ยนกระถางแล้วแต่ความเหมาะสมของทรงพุ่ม ถ้าต้นสนฉัตรมีอาจุมากกว่า 5 ป ขึ้นไป เหมาะที่จะปลูกในแปลงปลูกเพราะทรงพุ่มโตขึ้น
การดูแลรักษา :  
แสง                      ต้องการแสงแดดปานกลาง จนถึงแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง

น้ำ                        ต้องการปริมาณน้ำมาก ควรให้น้ำ 3-5 วัน/ครั้ง

ดิน                       ชอบดินร่วนซุย มีความชื้นสูง

ปุ๋ย                       ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1-2 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ปีละ 3-5 ครั้ง

การขยายพันธ์      การปักชำ การเพาะเมล็ด วิธีที่นิยมและได้ผลดี คือ การเพาะเมล็ด

โรค                      โรครากเน่า

ศัตรู                 ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องศัตรู เพราะเป็นไม้ที่ทนทานต่อการทำลายของศัตรูพอสมควร

อาการ                  ใบซีดเหลือง ร่วง และแห้งตาย เกิดบริเวณปลายกิ่ง

การป้องกัน           ควบคุมการให้น้ำ และความชื้นในดินที่เหมาะสม

การกำจัด              ใช้ยาแคปแทน ไซแนบ อัตราและคำแนะนำระบุไว้ตามฉลาก

แหล่งอ้างอิง : http://www.maipradabonline.com/maimongkol/sonchut.htm

ต้นพระยาสัตบรรณ


ชื่อสามัญ : Devil Tree
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alstonia scholaris
วงศ์ : APOCYNACEAE
ชื่ออื่น : ตีนเป็ดไทย
ลักษณะทั่วไป :
พญาสัตบรรณเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดใหญ่มีความสูงประมาณ 12-20 เมตรผิวลำต้นมีสะเก็ดเล็กๆสีขาวปนน้ำตาลกรีดดูจะมียางสีขาว ลำต้นตรง แตกกิ่งก้านสาขามากลักษณะเป็นชั้น ๆ ใบออกเป็นกลุ่มบริเวณปลายกิ่งช่อหนึ่งมีใบประมาณ 5-7 ใบ ก้านใบสั้น ใบสีเขียวถ้าเด็ดก้านใบจะมียางสีขาวลักษณะใบยาวรีปลายใบมนโคนใบแหลมขนาดใบยาวประมาณ 10-12 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่งหรือส่วนยอดของลำต้นดอกเป็นกลุ่มคล้ายดอกเข็ม ช่อหนึ่งจะมีกลุ่มดอกประมาณ 7 กลุ่มดอกมีสีขาวอมเหลืองผลเป็นฝักยาว ลักษณะเป็นเส้นๆ มีขุยสีขาวคล้ายฝ้ายปลิวไปตามลมได้ ในฝักมีเมล็ดเล็กๆ ติดอยู่กับขุยนั้น

ความเป็นมงคล :
คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นสัตบรรณไว้ประจำบ้านจะทำให้มีเกียรติเพราะพญาสัตบรรณหรือฉัตรบรรณคือเครื่องสูงที่ใช้ในขบวนแห่เป็นเกียรติยศ และ พญา ก็คือ ผู้เป็นใหญ่ที่ควรยกย่อง เคารพนับถือ ดังนั้นพญาสัตบรรณจึงเป็นไม้มงคลนาม นอกจากนี้การเจริญเติบโตของทรงพุ่มมีลักษณะคล้ายกับฉัตรคือเป็นชั้นๆ และยังมีความเชื่ออีกว่าบ้านใดปลูกต้นพญาสัตบรรณไว้ประจำบ้านจะได้รับการยกย่องและนับถือจากบุคคลทั่วไปเพราะสัตคือสิ่งที่ดีงามมีคุณธรรมดังนั้นจึงเป็นที่เคารพนับถือและยก
ย่องของคนทั่วไป

ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูก :
เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัยควรปลูกต้นพญาสัตบรรณไว้ทางทิศเหนือผู้ปลูกควรปลูกในวันเสาร์ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาคุณทั่วไปให้ปลูกในวันเสาร์ถ้าให้เป็นมงคลยิ่งขึ้นผู้ปลูกควรเป็นผู้ใหญ่ที่ควรเคารพนับถือและเป็นผู้ที่ประกอบคุณงามความดี ก็จะเป็นสิริมงคลยิ่งนัก

การปลูก :
นิยมปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน ควรห่างจากบ้านพอสมควรเพราะเมื่อมีอายุมาก ขนาดทรงพุ่มจะสูงใหญ่ ขนาดหลุมปลูก 50 x 50 x 50 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก

การดูแลรักษา :
แสง                             ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง
น้ำ                               ต้องการปริมาณน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 5-7 วัน/ครั้ง
ดิน                              ชอบดินร่วนซุย
ปุ๋ย                               ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 2: 3 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ปีละ 3-4 ครั้ง
การขยายพันธุ์               การเพาะเมล็ด และการปักชำ
โรคและศัตรู                 ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและศัตรู เพราะมีความทนทานสภาพธรรมชาติได้ดี

แหล่งอ้างอิง : http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m6/BotanicalGarden/sattaban.html

ต้นจันผา


ชื่อวิทยาศาสตร์:  Dracaena loureiri Gagnep.
ชื่อวงศ์:  AGAVACEAE
ชื่อพื้นเมือง:  ลักกะจันทน์ จันแดง จันทร์แดง
ลักษณะทั่วไป:
    ต้น  เป็นไม้พุ่ม สูง 1.5- 2 เมตร ร ไม่ผลัดใบ รูปทรงไม่แน่นอน ต้นตรง เปลือกเกลี้ยง สีเทา ใบ เดี่ยว ออกเวียนเรียงสลับถี่ที่ปลายยอด
    ใบ  เรียวยาว กว้าง 4- 6 ซม. ยาวประมาณ 50 ซม. ปลายใบแหลม สีเขียวเข้ม  ก้านใบมีกาบหุ้มซ้อนทับกันรอบต้น
    ดอก  ออกเป็นช่อใหญ่ตามซอกใบ กลีบดอก 6 กลีบ ตรงกลางดอกมีจุดสีแดง  ดอกสีขาว
    ฝัก/ผล  รูปทรงกลม  เล็ก สีเขียว เมื่อสุกสีแดงคล้ำ เป็นพวงคล้ายผลหมากเล็ก ๆ
ฤดูกาลออกดอก:  กรกฎาคม- สิงหาคม
การดูแลรักษา:  ชอบขึ้นบริเวณแสงแดดจัด ทนแล้ง ลมแรง และทนเค็ม ไม่ชอบน้ำขังแฉะ
การขยายพันธุ์:  เพาะเมล็ด  ปักชำต้น
การใช้ประโยชน์:  
    - ไม้ประดับ
    - สมุนไพร
สรรพคุณทางยา:  แก่นมี รสขมเย็น ใช้แก้ไออันเกิดจากซางและดี บำรุงหัวใจ แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้บาดแผล และใช้เป็นส่วนผสมในน้ำยาอุทัย ใช้ทำยาหอม ช่วยบำรุงหัวใจ ดับพิษไข้
แหล่งอ้างอิง : http://www.nanagarden.com/%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B2-10253-13.html

ต้นหูกวาง


ชื่อสามัญ : Bengal Almond, Indian Almond, Sea Almond
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Terminalia catappa L.
วงศ์ : COMBRETACEAE
ชื่ออื่นๆ : โคน ดัดมือ ตัดมือ , ตาปัง , ตาแปห์ , หูกวาง , หลุมปัง
ถิ่นกำเนิด : ป่าชายหาด ตามโขดหินริมทะเล
ประเภท : ไม้ยืนต้น
รูปร่างลักษณะ : ไม้ต้น ผลัดใบ สูง 8-20 เมตร เปลือกเรียบ แตกกิ่งตามแนวนอนเป็นชั้นๆ - ใบ เดี่ยว เรียงเวียนสลับถี่ตอนปลายกิ่ง แผ่นใบรูปไข่กลับ กว้าง 8-15เซนติเมตร ยาว 12-25 เซนติเมตร - ดอก เล็ก สีขาวนวล ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน - ผล รูปไข่หรือรูปรีแบนเล็กน้อย กว้าง 2-5 เซนติเมตร ยาว 3-7เซนติเมตร
การขยายพันธ์ : ขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม : ดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี ขึ้นตามหาดทราย และขึ้นได้ทั่วไป
ประโยชน์ : เปลือกและผล มีรสฝาดมาก ใช้แก้ท้องเสีย ฟอกหนังสัตว์ ทำหมึก เมล็ดในผล รับประทานได้ ให้น้ำมันคล้ายอัลมอนด์
แหล่งอ้างอิง : http://www.l3nr.org/posts/413851

ต้นโมก


ชื่อวิทยาศาสตร์:  Wrightia religiosa Benth.
ชื่อวงศ์:  APOCYNACEAE
ชื่อพื้นเมือง:  โมกบ้าน หลักป่า ปิดจงวา
ลักษณะทั่วไป:
    ต้น  เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นมีความสูงประมาณ 5-12 เมตร ผิวเปลือกสีนำตาลดำ ลำต้นกลมเรียบมีจุดเล็ก ๆสีขาวประทั่วต้น แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบลำต้นไม่เป็นระเบียบ
    ใบ  ใบเดียวออกเรียงกันเป็นคู่ตามก้านใบลักษณะใบ เป็นรูปไข่ รี ปลายใบมนแหลม โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ เนื้อใบบางสีเขียว ขนาดใบกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร
    ดอก  ออกดอกเป็นช่อสั้น ๆ อยู่ตามปลายกิ่ง ช่อหนึ่งมีดอก 4-8 ดอก ดอกจะคว่ำหน้าลงสู่พื้นดินมีกลีบดอก 5 กลีบ มีสีขาวกลิ่นหอม ดอกบานเต็มที่มีขนาด ประมาณ 2 เซนติเมตร
    ฝัก/ผล  รูปทรงกระบอกจะออกมาเป็นคู่ ลักษณะโค้งงอเข้าหากัน ภายในมีเมล็ดเรียงอยู่เป็นจำนวนมาก ขนาดความยาวของฝักประมาณ 10-15 เซนติเมตร
    เมล็ด  จำนวนมาก มีขนสีขาวเป็นกระจุกที่ปลาย  ออกดอกตลอดปี
ฤดูกาลออกดอก:  ตลอดปี
การปลูก:  การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน และปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคารบ้านเรือน
การดูแลรักษา:  ชอบขึ้นในที่ชุ่มชื้น
การขยายพันธุ์:  การตอน การเพาะเมล็ด การปักชำ วิธีที่นิยมและได้ผลดี คือ การเพาะเมล็ด การปักชำ
ส่วนที่มีกลิ่นหอม:  ดอก
การใช้ประโยชน์:
    -    ไม้ประดับ
    -    สมุนไพร
ถิ่นกำเนิด:  พม่า  เวียดนาม เขมร มาเลเซีย ฟิลิปปินส์
สรรพคุณทางยา:
    -    รากใช้รักษาโรคผิวหนัง  เรื้อน คุดทะราด แก้พิษสัตว์กัดต่อย
    -    ใบ ใช้ขับน้ำเหลือง
    -    ดอก เป็นยาระบาย
    -    เปลือก เป็นยาเจริญอาหาร รักษาโรคไต
    -    ยางจากต้นแก้บิด
แหล่งอ้างอิง : http://www.nanagarden.com/%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%81-10215-13.html

ต้นวาสนา


ชื่อสามัญ : Cornstalk Plant
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dracaena Fragrans Massangeana
วงศ์ : AQAVACEAE
ถิ่นกำเนิด : เอธิโอเปีย ไนจีเรีย กินี
ลักษณะ :
วาสนา เป็นไม้ที่มีขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 5–6 เมตร ชอบแสงแดดจัด แต่ก็เป็นที่นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับหนึ่ง เนื่องจากรูปทรงที่สวยแปลกตาและคงทนอยู่ได้แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย วาสนามีลำต้นตั้งตรง มีสีน้ำตาลอ่อน ใบแตกจากหน่อที่ปลายลำต้น เป็นใบเดี่ยวลักษณะเรียวยาว ปลายแหลมโคนสอบเข้าหาใบซึ่งเป็นกาบติดกับลำต้น พื้นใบมีสีเขียวมีลายสีเหลืองพาดกลางไปตามความยาวของใบ ใบอ่อนจะแตกตรงส่วนยอดของต้น ดอกออกเป็นช่อสีเหลือง กลิ่นหอม
การขยายพันธุ์ :
โดยใช้ปักชำยอดหรือลำต้น หรือตัดลำต้นเป็นท่อนๆ ยาวประมาณ 6–8 นิ้ว ตั้งใส่ถาดตื้นๆ หล่อน้ำไว้จนแตกหน่อแตกใบ
การปลูก :
ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ส่วนผสมของดินใช้ดินร่วน 2 ส่วน ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก 1 ส่วน เศษใบไม้ผุ 1 ส่วน
การดูแลรักษา :
เป็นพืชที่ชอบแดดจัดแต่ก็อยู่ในที่ร่มรำไรได้ ควรหมั่นรดน้ำ เพื่อให้ดินชุ่มน้ำอยู่เสมอแต่อย่าให้แฉะ ใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกละลายน้ำรดเดือนละครั้ง หมั่นทำความสะอาดใบ โดยใช้ผ้าเช็ดก็จะดี ช่วยป้องกันแมลงจำพวกเพลี้ยได้
แสงแดด แดดจัด
อุณหภูมิ 18–24 องศาเซลเซียส
ความชื้น ต้องการความชื้นสูง
น้ำ ต้องการน้ำมาก
อัตราการคายความชื้น ปานกลางถึงมาก
อัตราการดูดสารพิษ มาก
แหล่งอ้างอิง : http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/knowledge/17651-00/